ไอติมนี่ตั้งแต่ออกจากพรรคมาก็เฟี้ยสน่าดู
แต่แบบนี้สิที่เราอยากเห็นในนักการเมืองรุ่นใหม่
[#สภาเดี่ยว : ข้อเสนอขั้นต่ำ หรือ “A New Minimum” สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ]
.
ถ้านับตั้งแต่การเลือกตั้งต้นปีที่แล้ว ที่ผมได้ลาออกจากพรรคต้นสังกัดและเริ่มขับเคลื่อนเรื่องการ #แก้รัฐธรรมนูญ ผ่านกลุ่ม รัฐธรรมนูญก้าวหน้า - Conlab ช่วงเวลานี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญได้รับความสนใจสูงสุดในสังคม
.
เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว บทสนทนาเรื่องรัฐธรรมนูญในสังคมได้เปลี่ยนจาคำถามว่า “ควรแก้หรือไม่” มาเป็นคำถามว่า “ควรแก้อะไร”
.
แม้ว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเข้าใกล้การเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แต่ก็เป็นความท้าทายในการแสวงหา “จุดร่วม” ในกลุ่มที่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ว่าต้องการแก้ประเด็นอะไรเป็นสาระสำคัญ
.
- บางกลุ่ม – โดยเฉพาะในรัฐสภา – พยายามเสนอเรื่องการแก้มาตรา 256 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตเป็นไปได้ง่ายขึ้น (ซึ่งจำเป็น)
- บางกลุ่ม – โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจ – พยายามมุ่งเป้าไปที่การกำจัดการมีอยู่และการผูกมัดของ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 (ซึ่งจำเป็นเช่นกัน)
- ในขณะที่บางกลุ่ม – โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษา - ได้เสนอข้อเสนอเพิ่มเติมที่ไม่เคยถูกพูดคุยกันในสังคมอย่างจริงจังและเปิดเผยมาก่อน
.
แต่สำหรับผม ผมมองว่า “จุดร่วม” ที่ก้าวหน้ามากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงต่อโครงสร้างปัจจุบันที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็น “จุดร่วม” ที่มีโอกาสที่จะหาฉันทามติได้ในทุกกลุ่มคนที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยคือ การ “ยกเลิกวุฒิสภา” และใช้ระบบ #สภาเดี่ยว
.
หากมีสถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นทั้งสัญลักษณ์และการรวมกันของความวิปริตและไม่ชอบธรรมของระบอบการเมืองปัจจุบัน สถานที่นั้นคือ วุฒิสภา ที่มีสมาชิก 250 คนจากการแต่งตั้งโดย คสช. ไม่ว่าจะเป็น
.
1. การขัดหลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนมี “1 สิทธิ์ 1 เสียง” เท่ากันใจการกำหนดอนาคตประเทศ - โดยการกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน มีอำนาจในการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสมาชิกผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง 500 คน ถ้าเราคำนวณง่ายๆว่า 500 ส.ส. มาจากเสียงของประชาชน กว่า 38 ล้านเสียง ในขณะที่ 250 ส.ว. มาจากการแต่งตั้งจากคณะกรรมการสรรหา 10 คน เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันให้คณะกรรมาการสรรหาวุฒิสภาหนึ่งคน มีอำนาจมากกว่าประชาชนหนึ่งคน เกือบ 2 ล้านเท่า (วิธีการคำนวณ : https://www.facebook.com/254171817929906/posts/3772237902789929/?d=n)
.
2. การเป็นสถาบันที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ซับซ้อน - ไม่ว่าจะเป็นการที่ 6 ใน 10 ของคณะกรรมการสรรหาวุฒิสภา แต่งตั้งตนเองเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือจะเป็นการสงวนเก้าอี้วุฒิสภา 6 เก้าอี้ไว้ให้กับผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำที่รับเงินเดือนเต็มเวลาอยู่แล้ว
.
3. การเขียนกฎหมายเพื่อ 'ล็อก' ทุกส่วนของโครงสร้างของรัฐ ให้อยู่ในการควบคุมของตนเอง - เช่น การให้วุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งโดย คสช. มีอำนาจไม่พียงแค่ในการร่วมลงคะแนน แต่มีอำนาจในการยับยั้ง (vetoing powers) ทั้งการรับรองผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม
.
4. การให้ความสำคัญหรือการใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับ “ความมั่นคง” เหนือสิ่งอื่นใด – 40% ของสมาชิกวุฒิสภาเป็นทหารหรือตำรวจ ทั้งๆที่วุฒิสภาควรเป็นตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาอาชีพ
.
5. การปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับหน้าที่ที่ควรจะเป็น - ในขณะที่วุฒิสภามีหน้าที่หลักในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แต่เราจะเห็นว่าจากเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาทั้งหมด 145 มติ ส.ว.ให้ความเห็นชอบทั้ง 145 มติ โดยมีค่าเฉลี่ยการลงมติเห็นชอบถึง 96% (ข้อมูลเพิ่มเติม : https://ilaw.or.th/node/5663)
.
การแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ ก็ตาม ที่ไม่พูดถึงวุฒิสภา – ซึ่งเป็นแก่นกลางของระบบการเมืองปัจจุบัน – จึงถือว่าไม่เพียงพอ
.
ดังที่เห็นได้ทั่วโลก การสร้างวุฒิสภาที่เป็น "ประชาธิปไตย" ไม่ได้มีเพียงสูตรเดียว แต่หลักสากลที่ถูกใช้ในการออกแบบ คืออำนาจที่วุฒิสภามีนั้น ต้องสอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยในที่มาของสมาชิกวุฒิสภา
.
สภาขุนนาง (วุฒิสภา) ยังคงดำรงอยู่ได้ในสหราชอาณาจักร เพราะว่าถึงแม้จะประกอบไปด้วยสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งหมด แต่ก็มีอำนาจเพียงเล็กน้อย สิ่งที่ทำได้มากที่สุดในกระบวนการนิติบัญญัติคือการชะลอร่างกฎหมายที่ผ่านโดยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ได้สูงสุดเป็นเวลาหนึ่งปี
.
ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาให้อำนาจนิติบัญญัติแก่วุฒิสภามากกว่า เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภามีที่มาที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า - สมาชิกวุฒิสภาได้รับเลือกตั้งมาเพื่อเป็นผู้แทนของรัฐต่าง ๆ ในระบบสหพันธรัฐ
.
ถ้าจะให้สมการของอำนาจและที่มาของวุฒิสภาไทยมีความสมดุลกัน หลายคนอาจมองว่าประเทศไทยยืนอยู่บนทาง 2 แพร่ง ระหว่าง (1) เลือกรูปแบบคล้ายๆกับสหราชอาณาจักรโดยการคงการแต่งตั้งต่อไป แต่ไปลดอำนาจของวุฒิสภาลงอย่างมากเพื่อให้สมดุลกับที่มาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือ (2) เลือกรูปแบบคล้ายๆกับสหรัฐอเมริกาโดยกำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด (คล้ายกับที่ประเทศไทยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540) เพื่อให้ความชอบธรรมกับอำนาจที่มีอยู่
.
แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าประเทศไทยมีทางเลือกที่ 3 ที่น่าจะแก้ปัญหาได้เหมาะสมมากกว่า คือการยกเลิกการมีวุฒิสภา และเปลี่ยนรูปแบบของฝ่ายนิติบัญญัติจากระบบสองสภา ที่มีทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นระบบสภาเดี่ยวที่มีเพียงสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น
.
ถึงจะใหม่สำหรับหลายคนในประเทศ แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้ในเกือบ 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกที่เป็นประชาธิปไตย และมีความคล้ายไทยในความเป็นรัฐเดี่ยวและการปกครองโดยระบบรัฐสภา
.
ผมยอมรับว่าตอนที่ผมนำเสนอเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในการเสวนาที่จัดโดย New Consensus เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หาดใหญ่เมื่อปีที่แล้ว (https://ilaw.or.th/node/5376) ผมได้รับเสียงตอบรับที่แบ่งกันระหว่างผู้ที่เห็นด้วยกับผู้ที่ยังต้องการวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้นกับข้อเสนอนี้
.
1. ต้นทุนทางการเงินของการมีวุฒิสภาเป็นเงินจำนวนไม่น้อย
.
จากการบวกเงินเดือนของสมาชิกวุฒิสภา 250 คน เงินเดือนของคณะทำงานตามที่กฎหมายกำหนด ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวของ และอีก 1,300 ล้านบาทที่ใช้ในกระบวนการสรรหา ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็มากกว่า 1,000 ล้านต่อปี แล้ว (ตอนแรกผมจะบวกค่าเบี้ยประชุมเข้าไปด้วย แต่ตัดสินใจที่จะไม่ หลังผมเห็นสถิติการเข้าประชุมของสมาชิกวุฒิสภาหลายคน)
.
ในช่วงเวลาที่งบประมาณของประเทศกำลังจะถูกจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความจำเป็นในการกระตุ้นทางการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิค-19 การใช้จ่ายไปกับองค์กรที่ล้มเหลวในการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจนั้น ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไร
.
2. ต้นทุนในแง่ของเวลาและความพยายามที่จะต้องใช้ในการหาสมดุลระหว่างอำนาจของวุฒิสภามีและที่มาของสมาชิกนั้น ก็ไม่น้อยเช่นกัน
.
นิวซีแลนด์ได้มีความพยายามที่จะทำให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ก็ต้องพบกับความยากลำบากที่จะหากระบวนการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นกลางทางการเมืองจริง ๆ ส่งผลให้มีการเสนอให้ยกเลิกวุฒิสภาในปี 1951 / สวีเดนก็ได้ยกเลิกวุฒิสภาในปี 1970 หลังจากวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งกับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งที่มีลักษณะทางการเมืองคล้ายคลึงกัน ส่งผลให้มีการใช้อำนาจนิติบัญญัติทับซ้อน
.
จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยเรา แทบจะไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้เรามั่นใจได้เลยว่ากระบวนการของเราจะเร็วกว่า ราบรื่นกว่า หรือจะประสบความสำเร็จดีกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะเคยมีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดนั้น แต่ก็ยังพบกับข้อกล่าวหาว่ากลายเป็นสภาผู้แทนราษฎรจำลอง ที่ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มการเมืองเดียวกันกับที่ครอบงำสภาล่าง
.
3. (เหตุผลที่ผมมองว่าสำคัญที่สุด) การมีองค์กรอย่างวุฒิสภา อาจเป็นรูปแบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐที่ล้าสมัยไปแล้ว เพราะบทบาททั้งสามอย่างที่วุฒิสภาเคยมีนั้น อาจมีส่วนอื่นของสังคมที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่า
.
3.1. ในบทบาทนิติบัญญัติ
- หากพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างก้าวกระโดด การคงไว้ซึ่งกระบวนการนิติบัญญัติที่ต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอาจทำให้กฎหมายของประเทศไทยไม่มีความคล่องตัวพอในการปรับเปลี่ยนให้ทันตามกระแสโลกในปัจจุบัน เช่น กว่ากฎหมายฉบับหนึ่งจะผ่านทั้งสองสภาออกมาเพื่อมาส่งเสริมหรือกำหนดขอบเขตของเทคโนโลยีชิ้นใดชิ้นหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็น เงินดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล) เทคโนโลยีเหล่านั้น อาจจะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีใหม่ๆไปแล้วก็เป็นไปได้
- ถ้าเรามองว่าวุฒิสภาจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อให้พื้นที่กับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางกฎหมายต่าง ผมมองว่ากลไกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่แล้ว ก็สามารถถูกปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อเพิ่มพื้นที่ตรงนี้ได้ และอาจจะตรงจุดมากกว่า เนื่องจากเป็นการให้พื้นที่ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเสนอหรือยกร่างกฎหมาย
.
3.2. ในบทบาทตรวจสอบรัฐบาล
– ด้วยวิวัฒนาการของโซเชียลมีเดียที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ก็ทำให้เกิดคำถามว่าการพึ่งพาบุคคลสองร้อยกว่าคนในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดหรือไม่ ถ้าประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการดำเนินงานของรัฐที่ละเอียดและที่ละเอียดละอ่อนขึ้น บวกกับการมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (whistleblowers) และแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการรวบรวมข้อมูลโดยประชาชนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (crowdsourcing) ประชาชนโดยรวมอาจจะสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลได้ดีกว่า ส.ว. สองร้อยกว่าคน ก็เป็นได้ ไม่ว่า สองร้อยกว่าคนนี้จะมีความเชี่ยวชาญแค่ไหน
.
3.3. ในบทบาทรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
– เพื่อให้มีความยึดโยงกับเสียงของประชาชนและเพื่อรับประกันกว่าอย่างน้อยประชาชนมีส่วนร่วมโดยอ้อม บทบาทนี้อาจสมควรตกเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เพื่อรับประกันถึงความเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายการเมืองใด เราสามารถกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ ว่าผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องได้รับการรับรองจากทั้งเสียงข้างมากของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล และเสียงข้างมากของ ส.ส. ฝ่ายค้าน
.
ดังนั้น ระบบสภาเดี่ยว ไม่เพียงแต่จะสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันมากกว่าในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ แต่ระบบสภาเดี่ยว จะกำจัดองค์กรที่ – โดยเฉพาะในปัจจุบัน - ได้ถูกนำมาลดทอนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย และสืบทอดอำนาจของกองทัพและองค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
.
ตอนผมยื่นข้อเสนอนี้ต่อสาธารณะเมื่อปีที่แล้ว เรื่องนี้ถูกมองโดยบางฝ่ายว่าก้าวหน้าหรือไปไกลเกินกว่าที่ระบบการเมืองไทยจะรับได้ แต่ด้วยบรรยากาศการเมือง ณ ปัจจุบัน ที่เพดานของข้อเสนอของหลากหลายกลุ่มถูกยกระดับเพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน การยกเลิกวุฒิสภาและการหันไปใช้ระบบสภาเดี่ยว อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นต่ำ หรือ “A New Minimum” ที่จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของผู้มีอำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญ และถูกยอมรับได้โดยผู้ที่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง
.
การแก้ไขมาตรา 256 – ในขณะที่จำเป็น - อาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะตามมาหากไม่ได้ควบคู่ไปกับการแก้ไขในประเด็นเนื้อหาอื่น ๆ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
.
การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยประชาชน – ในขณะที่จำเป็น - เป็นเพียงการผลักดันกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่อาจรับประกันเนื้อหาที่เป็นประชาธิปไตยเสมอไป ยิ่งถ้ากระบวนการไม่ได้ถูกดำเนินการบนกติกาที่เสรีและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย แต่กลับถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (กระบวนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในปี 2559 เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด)
.
การยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและจำเป็น แต่สิ่งนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ในระยะยาว เนื่องจากเป็นอำนาจของบทเฉพาะกาลที่จะมีอยู่อีกเพียง 3-4 ปี
.
มีเพียงการยกเลิกวุฒิสภาเท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างตรงจุด
.
อะไรที่น้อยกว่านี้ (ถึงจำเป็นต้องแก้) อาจไม่สามาถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง
.
อะไรที่ไกลกว่านี้ (ถึงจำเป็นต้องมีการพูดคุยและรับฟัง) อาจเป็นเรื่องยากที่จะรวบรวมฉันทามติได้ แม้ในหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
.
ถ้าพวกเราสามารถร่วมกันนำเสนอระบบสภาเดี่ยวให้เป็น “วิถีใหม่” สำหรับการเมืองไทย ตรงนี้จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการนำพาประเทศไทยของเราไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง
.
ป.ล. สำหรับใครที่ยังกังวลว่ากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีวุฒิสภา ผมขอฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งเดียวที่อันตรายกว่าการไม่มี ส.ว. ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล คือการมี ส.ว. ที่หลับหูหลับตาให้ท้ายและรับรองทุกการกระทำของรัฐบาล
.
บทความภาษาอังกฤษที่ผมเขียน : https://www.thaienquirer.com/…/opinion-abolishing-the-sena…/
同時也有2部Youtube影片,追蹤數超過15萬的網紅Gapthanavate,也在其Youtube影片中提到,++ Ep. 33 นี่คือมือถือสมาร์ทโฟนที่แฟร์ที่สุดในโลก แฟร์กับตัวเอง แฟร์กับลูกค้า แฟร์กับพนักงาน แฟร์กับสิ่งแวดล้อม แฟร์กับโลกเรา แฟร์กับทุกฝ่าย ไม่ว่าฝ่า...
ฝ่ายรัฐบาล 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳貼文
ซีเรีย ประเทศที่เคย “รวย” กว่าไทย / โดย ลงทุนแมน
บ้านเมืองพังทลาย
ผู้คน 450,000 คนเสียชีวิต
1 ใน 4 ของประชากรซีเรีย 21 ล้านคน ต้องอพยพออกนอกประเทศ
ผู้อพยพแทบทุกคนล้วนสูญเสีย พ่อ แม่ ลูก คนรัก ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง
และเด็กๆ กว่า 500,000 คน กลายเป็นเด็กกำพร้า
สิ่งเหล่านี้ คือความจริงที่เกิดขึ้นกับซีเรียในวันนี้
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า
ครั้งหนึ่งประเทศนี้ เคย “รวย” กว่าไทย..
เมื่อ 60 ปีที่แล้ว คนซีเรียมีรายได้ต่อหัวมากกว่าคนไทยเกือบ 2 เท่า
ปี ค.ศ. 1960 คนซีเรีย มีรายได้ต่อปี 3,160 บาท
ในขณะที่คนไทยมีรายได้ต่อปีเพียง 2,140 บาท
หลายคนคงพอจะทราบ
ว่าสาเหตุของการล่มสลายทางเศรษฐกิจซีเรีย เกิดจากสงครามกลางเมือง
สงครามที่เกิดจากความขัดแย้งภายในประเทศ
แล้วบานปลาย ดึงให้ต่างชาติเข้ามาวุ่นวายเต็มไปหมด
เรื่องราวทั้งหมดมีที่มาที่ไปอย่างไร?
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ซีรีส์บทความ ประเทศที่ “เคยรวยกว่า” ไทย ตอน ซีเรีย
┏━━━━━━━━━━━━┓
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
แหล่งรวมความรู้มากมาย
Blockdit.com/download
┗━━━━━━━━━━━━┛
ทำเลที่ตั้งของซีเรีย คือ จุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญของโลก
พูดง่ายๆ ก็คือ จุดที่รวมความขัดแย้งเอาไว้ด้วยกัน ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และดุลของมหาอำนาจ
ซีเรียตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ในขณะที่อิรักเพื่อนบ้านทางตะวันออก ตกเป็นดินแดนของอังกฤษ
ฝรั่งเศสและอังกฤษ แบ่งเขตแดนซีเรียกับอิรัก โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือศาสนาใดๆ
ทำให้ดินแดนแห่งนี้ เป็นที่รวมความหลากหลายของผู้คนเอาไว้ด้วยกัน
ทั้งชาวมุสลิมที่นับถือนิกายซุนนี ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่
ชาวมุสลิมที่นับถือนิกายชีอะห์ และชาวเคิร์ดซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย
หากความหลากหลายนั้นส่งผลดีก็แล้วไป แต่ไม่ใช่กับซีเรีย..
หากมองจากแผนที่ ทุกด้านของชายแดนซีเรียล้วนแต่เต็มไปด้วยปัญหา
ทิศเหนือของซีเรีย ติดกับตุรกี มีปัญหาในเรื่องชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด
ทิศตะวันออก ติดกับอิรัก มีปัญหาความขัดแย้งกับชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ และกลุ่ม ISIS
ทิศใต้ ติดกับอิสราเอล มีปัญหาเรื้อรังมานานในเรื่องความขัดแย้งระหว่างชาวยิวกับชาวมุสลิม
ส่วนทิศตะวันตก ติดกับเลบานอน มีความขัดแย้งกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พรรคการเมืองนิกายชีอะห์ของเลบานอน
ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดล้วนถูกสะสมเอาไว้ ไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลา..
หลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1946 ซีเรียถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหารหลายต่อหลายครั้ง จนในปี ค.ศ. 1971 พันเอกฮาเฟซ อัล-อัสซาด ได้ก่อรัฐประหาร แล้วก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
รัฐบาลของอัสซาดครองตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลา 30 ปี จนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 2000
และ บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้เป็นลูก ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากพ่อในปีเดียวกัน
ที่น่าสนใจคือ ฝ่ายรัฐบาล เป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน
ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ 76% ของซีเรีย นับถือนิกายซุนนี ซึ่งเป็นนิกายเดียวกับชาวอาหรับส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต จอร์แดน
ความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนทั้ง 2 นิกายนี้ดำเนินมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยอัล-อัสซาดผู้พ่อ
และเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อมาถึงสมัยลูก บาชาร์ อัล-อัสซาด
ในระหว่างช่วงเวลายาวนานของพ่อลูก อัล-อัสซาด
เศรษฐกิจของซีเรีย มีรายได้หลักมาจากการส่งออกน้ำมัน และสินค้าเกษตรกรรม
แม้แหล่งน้ำมันในซีเรีย จะมีน้ำมันสำรองน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง
แต่ก็เป็นสินค้าส่งออกหลักที่สร้างรายได้ให้รัฐบาลซีเรียกว่า 25%
ส่วนสินค้าเกษตรกรรม ซีเรียส่งออกข้าวสาลี ฝ้าย ผลไม้ตระกูลส้ม และน้ำมันมะกอก
โดยมีลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีสอันอุดมสมบูรณ์ทางตะวันออก เป็นแหล่งเพาะปลูกฝ้ายกับข้าวสาลี
และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตะวันตก เป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้ตระกูลส้ม และมะกอกชั้นดี
แต่ภัยแล้งอย่างหนักในปี ค.ศ. 2008 ก็ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของซีเรียลดลง
โดยเฉพาะข้าวสาลีที่ลดลงเกือบ 50%
เกษตรกรกว่า 800,000 คนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว และกว่า 200,000 คนต้องทิ้งที่ดินทำกินเพื่อมาหาอาหารและงานในเขตเมือง
ชาวซีเรียผู้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน พุ่งจาก 20% ในปี ค.ศ. 2007 กลายเป็น 50% ของประชากรทั้งประเทศ ในปี ค.ศ. 2010
ความอดอยากยากแค้นเป็นเหมือนเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้ง
รอแค่เวลาที่จะมีคนมาจุดไฟ
แล้วเหตุการณ์อาหรับสปริงก็เกิดขึ้น..
เหตุการณ์นี้เป็นการเดินขบวนประท้วงในโลกอาหรับ เพื่อโค่นล้มอำนาจของผู้นำเผด็จการ
โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 2010 ในประเทศตูนิเซีย ประเทศเล็กๆ ในแอฟริกาเหนือ
ไล่มาจนถึงการปฏิวัติในลิเบียและอียิปต์ ประชาชนในประเทศเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มอำนาจของผู้นำเผด็จการ
แต่การปฏิวัติในที่ไหนๆ ก็ไม่รุนแรงเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย..
ผู้ประท้วงมากมายออกมาเดินตามถนนในกรุงดามัสกัส เมืองอเล็ปโป และเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรียผู้นับถือนิกายซุนนี
แต่การประท้วงในซีเรียไม่ได้ประสบความสำเร็จเหมือนกลุ่มประเทศอาหรับอื่นๆ
จุดแตกหักระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน เมื่อทางรัฐบาลได้มีการยิงใส่ผู้ประท้วง
ที่มาเดินขบวนเรียกร้องให้โค่นล้มอำนาจผู้นำ
กระสุนนัดเดียวที่พาประเทศนี้มาพบกับจุดจบ..
ไม่กี่วันต่อมา เมืองอื่นๆ ทั่วประเทศก็เกิดเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกัน
ผู้ประท้วงมากมาย ทั้งผู้ใหญ่ คนชรา แม้แต่เด็กที่มาร่วมเดินขบวนก็โดนประหารอย่างโหดเหี้ยม
ปลายปี ค.ศ. 2011 เมื่อกลุ่มต่อต้านทนไม่ไหวจึงเกิดเป็นกลุ่ม กองทัพซีเรียเสรี (FSA) เพื่อโค่นล้มรัฐบาล
อย่างที่กล่าวไว้ ทำเลที่ตั้งของซีเรีย คือจุดที่รวมความขัดแย้งเอาไว้ด้วยกัน ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และดุลของมหาอำนาจ
จึงดึงให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้..
ตัวละครที่ 1 อิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
อิหร่านเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลซีเรียมาอย่างเหนียวแน่น ทั้งในเรื่องของการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้นำซีเรียนับถือนิกายชีอะห์เช่นเดียวกับอิหร่าน
ในขณะที่อิหร่านก็ใช้ซีเรียเป็นฐานที่มั่น เพื่อส่งอาวุธไปให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พรรคการเมืองนิกายชีอะห์ในเลบานอนซึ่งมีกองกำลังเป็นของตัวเอง
หากรัฐบาลของอัล-อัสซาดถูกโค่นล้ม หมายความว่า
อิหร่านจะขาดพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในตะวันออกกลาง
ทำให้อิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลซีเรียอย่างเต็มที่
ตัวละครที่ 2 ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย
ซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านมีความขัดแย้งกันมายาวนาน ทั้งในเรื่องศาสนาและการปกครอง
ดังนั้นแล้วหากอิหร่านมีอิทธิพลเหนือซีเรียมากเกินไป อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบียได้
ดังนั้นเพื่อลดอิทธิพลของอิหร่านในซีเรีย ซาอุดีอาระเบียจึงอาศัยจังหวะนี้เข้าสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ทั้งให้อาวุธและเงินสนับสนุนเพื่อต่อต้านอิหร่าน
ตอนนี้ ไฟแห่งความขัดแย้งในซีเรีย ลุกลามเป็นความขัดแย้งที่ดึงประเทศต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง
ฝั่งรัฐบาล ประกอบไปด้วย อิหร่านและกลุ่มฮิซบัลเลาะห์
โดยมีมหาอำนาจอย่างรัสเซียคอยหนุนหลังอีกต่อหนึ่ง
ฝั่งต่อต้านรัฐบาล ประกอบไปด้วย ซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศอาหรับ
โดยมีสหรัฐอเมริกาคอยหนุนหลัง
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า รอบด้านทุกทิศทางของซีเรีย
คือ “ความขัดแย้ง” ที่เป็นเหมือนระเบิดเวลา
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกอย่างก็ระเบิดออกมา..
ตัวละครที่ 3 ชาวเคิร์ด
ชาวเคิร์ด คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีประเทศเป็นของตัวเอง มีอยู่ประมาณ 30 - 40 ล้านคน
ส่วนมากอาศัยอยู่ในประเทศตุรกี อิรัก และตอนเหนือของซีเรีย
มีชาวเคิร์ดในซีเรีย 2 ล้านคน ซึ่งมีกองกำลังเป็นของตัวเอง
เมื่อซีเรียเกิดความวุ่นวาย ชาวเคิร์ดในซีเรียตั้งกองทัพประชาธิปไตยซีเรีย (SDF)
โดยมีจุดประสงค์เพื่อแบ่งแยกดินแดน
ชาวเคิร์ดดึงให้ตุรกีเข้ามาร่วมด้วย รัฐบาลตุรกีซึ่งกลัวว่า หากชาวเคิร์ดในซีเรียประสบความสำเร็จ จะทำให้ชาวเคิร์ดในตุรกีคิดแบ่งแยกดินแดน
ในช่วงแรก ตุรกีอยู่ฝั่งต่อต้านรัฐบาล เพราะไม่ถูกกับอิหร่าน
แต่เป้าหมายที่แท้จริงของตุรกี คือต้องการจัดการกับกลุ่มชาวเคิร์ด
ตัวละครที่ 4 กลุ่มไอซิส หรือ ISIS (Islamic State of Iraq and Syria)
กลุ่มไอซิส เป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง โดยกลุ่มนี้แยกตัวออกมาจากกลุ่มหัวรุนแรงอัลกออิดะห์ในอิรัก หลังถูกสหรัฐอเมริกาปราบปรามอย่างหนัก
กลุ่มไอซิสก็ได้รวบรวมกำลังพลและฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ในเขตแดนซีเรียกับอิรัก
โดยมีเป้าหมาย คือการจัดตั้งรัฐอิสลาม (Islamic State) ที่ปกครองโดยใช้กฎหมายอิสลาม
ไอซิสเป็นศัตรูกับทุกๆ กลุ่ม ทั้งกลุ่มรัฐบาล กลุ่มต่อต้านรัฐบาล และชาวเคิร์ด
และมีอีกกลุ่มที่สงครามซีเรียลากเข้ามาด้วยก็คือ สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในยุโรป
สหรัฐอเมริกาเข้ามาร่วมสงครามในซีเรีย เหตุผลหนึ่งก็เพื่อทำลายล้างกลุ่มไอซิส
อีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อตรวจสอบว่า รัฐบาลอัล-อัสซาด มีการใช้อาวุธเคมีต่อสู้กับประชาชนหรือไม่
ความขัดแย้งในซีเรีย บานปลายจนกลายเป็นสงครามตัวแทน
เชื้อเชิญให้ทุกกลุ่มความขัดแย้งเข้ามาร่วมตะลุมบอน
เมืองอเล็ปโปที่ครั้งหนึ่งเคยสวยงามเป็นมรดกโลก ถูกทำลายจนราบคาบ
สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน ทุกอย่างล้วนพังทลาย
ปี 2018 รายได้ต่อหัวของคนซีเรีย เหลือเพียง 25,080 ต่อคนต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 2,090 บาท
ซีเรียในวันนี้ ไม่ใช่แค่ประเทศที่จนกว่าไทย 9 เท่า
แต่กลายเป็นประเทศที่ไม่เหลืออะไรแล้ว แม้แต่ “อนาคต”
จนในเวลานี้
ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป
จนยากที่จะสรุปว่าใครเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ
แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
เขาคนนั้น ก็น่าจะได้ไปแต่
ซากปรักหักพัง..
ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและศาสนา ยังคงเป็นปัญหาให้กับอีกหลายๆ ประเทศ
นอกจากซีเรียแล้ว ทวีปเอเชียยังมีอีกประเทศหนึ่ง
ที่ความขัดแย้งทำให้เศรษฐกิจมีปัญหามาจนถึงทุกวันนี้
ทั้งที่มีทำเลที่ดี และครั้งหนึ่งเคย “รวย” กว่าไทย
ประเทศนั้นคือ “สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา”..
ติดตาม ซีรีส์ ประเทศที่ “เคยรวยกว่า” ไทย ตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า
โหลดแอป Blockdit เพื่ออ่านซีรีส์ตอนก่อนหน้านี้ ได้ที่ Blockdit.com/download
┏━━━━━━━━━━━━┓
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
แหล่งรวมความรู้มากมาย
Blockdit.com/download
┗━━━━━━━━━━━━┛
References
-Syria’s Economy: Picking up the Pieces, Chatham House
-Syria Energy Data, Statistics and Analysis, Energy Information Administration
-https://www.indexmundi.com/g/g.aspx?c=sy&v=69
-https://www.theatlantic.com/…/understanding-syria-f…/281989/
ฝ่ายรัฐบาล 在 ลงทุนแมน Facebook 的精選貼文
ซีเรีย ประเทศที่เคย “รวย” กว่าไทย / โดย ลงทุนแมน
บ้านเมืองพังทลาย
ผู้คน 450,000 คนเสียชีวิต
1 ใน 4 ของประชากรซีเรีย 21 ล้านคน ต้องอพยพออกนอกประเทศ
ผู้อพยพแทบทุกคนล้วนสูญเสีย พ่อ แม่ ลูก คนรัก ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง
และเด็กๆ กว่า 500,000 คน กลายเป็นเด็กกำพร้า
สิ่งเหล่านี้ คือความจริงที่เกิดขึ้นกับซีเรียในวันนี้
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า
ครั้งหนึ่งประเทศนี้ เคย “รวย” กว่าไทย..
เมื่อ 60 ปีที่แล้ว คนซีเรียมีรายได้ต่อหัวมากกว่าคนไทยเกือบ 2 เท่า
ปี ค.ศ. 1960 คนซีเรีย มีรายได้ต่อปี 3,160 บาท
ในขณะที่คนไทยมีรายได้ต่อปีเพียง 2,140 บาท
หลายคนคงพอจะทราบ
ว่าสาเหตุของการล่มสลายทางเศรษฐกิจซีเรีย เกิดจากสงครามกลางเมือง
สงครามที่เกิดจากความขัดแย้งภายในประเทศ
แล้วบานปลาย ดึงให้ต่างชาติเข้ามาวุ่นวายเต็มไปหมด
เรื่องราวทั้งหมดมีที่มาที่ไปอย่างไร?
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ซีรีส์บทความ ประเทศที่ “เคยรวยกว่า” ไทย ตอน ซีเรีย
┏━━━━━━━━━━━━┓
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
แหล่งรวมความรู้มากมาย
Blockdit.com/download
┗━━━━━━━━━━━━┛
ทำเลที่ตั้งของซีเรีย คือ จุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญของโลก
พูดง่ายๆ ก็คือ จุดที่รวมความขัดแย้งเอาไว้ด้วยกัน ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และดุลของมหาอำนาจ
ซีเรียตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ในขณะที่อิรักเพื่อนบ้านทางตะวันออก ตกเป็นดินแดนของอังกฤษ
ฝรั่งเศสและอังกฤษ แบ่งเขตแดนซีเรียกับอิรัก โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือศาสนาใดๆ
ทำให้ดินแดนแห่งนี้ เป็นที่รวมความหลากหลายของผู้คนเอาไว้ด้วยกัน
ทั้งชาวมุสลิมที่นับถือนิกายซุนนี ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่
ชาวมุสลิมที่นับถือนิกายชีอะห์ และชาวเคิร์ดซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย
หากความหลากหลายนั้นส่งผลดีก็แล้วไป แต่ไม่ใช่กับซีเรีย..
หากมองจากแผนที่ ทุกด้านของชายแดนซีเรียล้วนแต่เต็มไปด้วยปัญหา
ทิศเหนือของซีเรีย ติดกับตุรกี มีปัญหาในเรื่องชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด
ทิศตะวันออก ติดกับอิรัก มีปัญหาความขัดแย้งกับชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ และกลุ่ม ISIS
ทิศใต้ ติดกับอิสราเอล มีปัญหาเรื้อรังมานานในเรื่องความขัดแย้งระหว่างชาวยิวกับชาวมุสลิม
ส่วนทิศตะวันตก ติดกับเลบานอน มีความขัดแย้งกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พรรคการเมืองนิกายชีอะห์ของเลบานอน
ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดล้วนถูกสะสมเอาไว้ ไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลา..
หลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1946 ซีเรียถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหารหลายต่อหลายครั้ง จนในปี ค.ศ. 1971 พันเอกฮาเฟซ อัล-อัสซาด ได้ก่อรัฐประหาร แล้วก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
รัฐบาลของอัสซาดครองตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลา 30 ปี จนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 2000
และ บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้เป็นลูก ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากพ่อในปีเดียวกัน
ที่น่าสนใจคือ ฝ่ายรัฐบาล เป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน
ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ 76% ของซีเรีย นับถือนิกายซุนนี ซึ่งเป็นนิกายเดียวกับชาวอาหรับส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต จอร์แดน
ความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนทั้ง 2 นิกายนี้ดำเนินมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยอัล-อัสซาดผู้พ่อ
และเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อมาถึงสมัยลูก บาชาร์ อัล-อัสซาด
ในระหว่างช่วงเวลายาวนานของพ่อลูก อัล-อัสซาด
เศรษฐกิจของซีเรีย มีรายได้หลักมาจากการส่งออกน้ำมัน และสินค้าเกษตรกรรม
แม้แหล่งน้ำมันในซีเรีย จะมีน้ำมันสำรองน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง
แต่ก็เป็นสินค้าส่งออกหลักที่สร้างรายได้ให้รัฐบาลซีเรียกว่า 25%
ส่วนสินค้าเกษตรกรรม ซีเรียส่งออกข้าวสาลี ฝ้าย ผลไม้ตระกูลส้ม และน้ำมันมะกอก
โดยมีลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีสอันอุดมสมบูรณ์ทางตะวันออก เป็นแหล่งเพาะปลูกฝ้ายกับข้าวสาลี
และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตะวันตก เป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้ตระกูลส้ม และมะกอกชั้นดี
แต่ภัยแล้งอย่างหนักในปี ค.ศ. 2008 ก็ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของซีเรียลดลง
โดยเฉพาะข้าวสาลีที่ลดลงเกือบ 50%
เกษตรกรกว่า 800,000 คนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว และกว่า 200,000 คนต้องทิ้งที่ดินทำกินเพื่อมาหาอาหารและงานในเขตเมือง
ชาวซีเรียผู้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน พุ่งจาก 20% ในปี ค.ศ. 2007 กลายเป็น 50% ของประชากรทั้งประเทศ ในปี ค.ศ. 2010
ความอดอยากยากแค้นเป็นเหมือนเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้ง
รอแค่เวลาที่จะมีคนมาจุดไฟ
แล้วเหตุการณ์อาหรับสปริงก็เกิดขึ้น..
เหตุการณ์นี้เป็นการเดินขบวนประท้วงในโลกอาหรับ เพื่อโค่นล้มอำนาจของผู้นำเผด็จการ
โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 2010 ในประเทศตูนิเซีย ประเทศเล็กๆ ในแอฟริกาเหนือ
ไล่มาจนถึงการปฏิวัติในลิเบียและอียิปต์ ประชาชนในประเทศเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มอำนาจของผู้นำเผด็จการ
แต่การปฏิวัติในที่ไหนๆ ก็ไม่รุนแรงเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย..
ผู้ประท้วงมากมายออกมาเดินตามถนนในกรุงดามัสกัส เมืองอเล็ปโป และเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรียผู้นับถือนิกายซุนนี
แต่การประท้วงในซีเรียไม่ได้ประสบความสำเร็จเหมือนกลุ่มประเทศอาหรับอื่นๆ
จุดแตกหักระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน เมื่อทางรัฐบาลได้มีการยิงใส่ผู้ประท้วง
ที่มาเดินขบวนเรียกร้องให้โค่นล้มอำนาจผู้นำ
กระสุนนัดเดียวที่พาประเทศนี้มาพบกับจุดจบ..
ไม่กี่วันต่อมา เมืองอื่นๆ ทั่วประเทศก็เกิดเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกัน
ผู้ประท้วงมากมาย ทั้งผู้ใหญ่ คนชรา แม้แต่เด็กที่มาร่วมเดินขบวนก็โดนประหารอย่างโหดเหี้ยม
ปลายปี ค.ศ. 2011 เมื่อกลุ่มต่อต้านทนไม่ไหวจึงเกิดเป็นกลุ่ม กองทัพซีเรียเสรี (FSA) เพื่อโค่นล้มรัฐบาล
อย่างที่กล่าวไว้ ทำเลที่ตั้งของซีเรีย คือจุดที่รวมความขัดแย้งเอาไว้ด้วยกัน ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และดุลของมหาอำนาจ
จึงดึงให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้..
ตัวละครที่ 1 อิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
อิหร่านเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลซีเรียมาอย่างเหนียวแน่น ทั้งในเรื่องของการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้นำซีเรียนับถือนิกายชีอะห์เช่นเดียวกับอิหร่าน
ในขณะที่อิหร่านก็ใช้ซีเรียเป็นฐานที่มั่น เพื่อส่งอาวุธไปให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พรรคการเมืองนิกายชีอะห์ในเลบานอนซึ่งมีกองกำลังเป็นของตัวเอง
หากรัฐบาลของอัล-อัสซาดถูกโค่นล้ม หมายความว่า
อิหร่านจะขาดพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในตะวันออกกลาง
ทำให้อิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลซีเรียอย่างเต็มที่
ตัวละครที่ 2 ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย
ซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านมีความขัดแย้งกันมายาวนาน ทั้งในเรื่องศาสนาและการปกครอง
ดังนั้นแล้วหากอิหร่านมีอิทธิพลเหนือซีเรียมากเกินไป อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบียได้
ดังนั้นเพื่อลดอิทธิพลของอิหร่านในซีเรีย ซาอุดีอาระเบียจึงอาศัยจังหวะนี้เข้าสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ทั้งให้อาวุธและเงินสนับสนุนเพื่อต่อต้านอิหร่าน
ตอนนี้ ไฟแห่งความขัดแย้งในซีเรีย ลุกลามเป็นความขัดแย้งที่ดึงประเทศต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง
ฝั่งรัฐบาล ประกอบไปด้วย อิหร่านและกลุ่มฮิซบัลเลาะห์
โดยมีมหาอำนาจอย่างรัสเซียคอยหนุนหลังอีกต่อหนึ่ง
ฝั่งต่อต้านรัฐบาล ประกอบไปด้วย ซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศอาหรับ
โดยมีสหรัฐอเมริกาคอยหนุนหลัง
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า รอบด้านทุกทิศทางของซีเรีย
คือ “ความขัดแย้ง” ที่เป็นเหมือนระเบิดเวลา
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกอย่างก็ระเบิดออกมา..
ตัวละครที่ 3 ชาวเคิร์ด
ชาวเคิร์ด คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีประเทศเป็นของตัวเอง มีอยู่ประมาณ 30 - 40 ล้านคน
ส่วนมากอาศัยอยู่ในประเทศตุรกี อิรัก และตอนเหนือของซีเรีย
มีชาวเคิร์ดในซีเรีย 2 ล้านคน ซึ่งมีกองกำลังเป็นของตัวเอง
เมื่อซีเรียเกิดความวุ่นวาย ชาวเคิร์ดในซีเรียตั้งกองทัพประชาธิปไตยซีเรีย (SDF)
โดยมีจุดประสงค์เพื่อแบ่งแยกดินแดน
ชาวเคิร์ดดึงให้ตุรกีเข้ามาร่วมด้วย รัฐบาลตุรกีซึ่งกลัวว่า หากชาวเคิร์ดในซีเรียประสบความสำเร็จ จะทำให้ชาวเคิร์ดในตุรกีคิดแบ่งแยกดินแดน
ในช่วงแรก ตุรกีอยู่ฝั่งต่อต้านรัฐบาล เพราะไม่ถูกกับอิหร่าน
แต่เป้าหมายที่แท้จริงของตุรกี คือต้องการจัดการกับกลุ่มชาวเคิร์ด
ตัวละครที่ 4 กลุ่มไอซิส หรือ ISIS (Islamic State of Iraq and Syria)
กลุ่มไอซิส เป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง โดยกลุ่มนี้แยกตัวออกมาจากกลุ่มหัวรุนแรงอัลกออิดะห์ในอิรัก หลังถูกสหรัฐอเมริกาปราบปรามอย่างหนัก
กลุ่มไอซิสก็ได้รวบรวมกำลังพลและฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ในเขตแดนซีเรียกับอิรัก
โดยมีเป้าหมาย คือการจัดตั้งรัฐอิสลาม (Islamic State) ที่ปกครองโดยใช้กฎหมายอิสลาม
ไอซิสเป็นศัตรูกับทุกๆ กลุ่ม ทั้งกลุ่มรัฐบาล กลุ่มต่อต้านรัฐบาล และชาวเคิร์ด
และมีอีกกลุ่มที่สงครามซีเรียลากเข้ามาด้วยก็คือ สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในยุโรป
สหรัฐอเมริกาเข้ามาร่วมสงครามในซีเรีย เหตุผลหนึ่งก็เพื่อทำลายล้างกลุ่มไอซิส
อีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อตรวจสอบว่า รัฐบาลอัล-อัสซาด มีการใช้อาวุธเคมีต่อสู้กับประชาชนหรือไม่
ความขัดแย้งในซีเรีย บานปลายจนกลายเป็นสงครามตัวแทน
เชื้อเชิญให้ทุกกลุ่มความขัดแย้งเข้ามาร่วมตะลุมบอน
เมืองอเล็ปโปที่ครั้งหนึ่งเคยสวยงามเป็นมรดกโลก ถูกทำลายจนราบคาบ
สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน ทุกอย่างล้วนพังทลาย
ปี 2018 รายได้ต่อหัวของคนซีเรีย เหลือเพียง 25,080 ต่อคนต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 2,090 บาท
ซีเรียในวันนี้ ไม่ใช่แค่ประเทศที่จนกว่าไทย 9 เท่า
แต่กลายเป็นประเทศที่ไม่เหลืออะไรแล้ว แม้แต่ “อนาคต”
จนในเวลานี้
ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป
จนยากที่จะสรุปว่าใครเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ
แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
เขาคนนั้น ก็น่าจะได้ไปแต่
ซากปรักหักพัง..
ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและศาสนา ยังคงเป็นปัญหาให้กับอีกหลายๆ ประเทศ
นอกจากซีเรียแล้ว ทวีปเอเชียยังมีอีกประเทศหนึ่ง
ที่ความขัดแย้งทำให้เศรษฐกิจมีปัญหามาจนถึงทุกวันนี้
ทั้งที่มีทำเลที่ดี และครั้งหนึ่งเคย “รวย” กว่าไทย
ประเทศนั้นคือ “สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา”..
ติดตาม ซีรีส์ ประเทศที่ “เคยรวยกว่า” ไทย ตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า
โหลดแอป Blockdit เพื่ออ่านซีรีส์ตอนก่อนหน้านี้ ได้ที่ Blockdit.com/download
┏━━━━━━━━━━━━┓
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
แหล่งรวมความรู้มากมาย
Blockdit.com/download
┗━━━━━━━━━━━━┛
References
-Syria’s Economy: Picking up the Pieces, Chatham House
-Syria Energy Data, Statistics and Analysis, Energy Information Administration
-https://www.indexmundi.com/g/g.aspx?c=sy&v=69
-https://www.theatlantic.com/international/archive/2013/12/understanding-syria-from-pre-civil-war-to-post-assad/281989/
ฝ่ายรัฐบาล 在 Gapthanavate Youtube 的最佳解答
++ Ep. 33 นี่คือมือถือสมาร์ทโฟนที่แฟร์ที่สุดในโลก
แฟร์กับตัวเอง แฟร์กับลูกค้า แฟร์กับพนักงาน แฟร์กับสิ่งแวดล้อม แฟร์กับโลกเรา แฟร์กับทุกฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แฮร่ !
ขอชื่นชมแนวคิดของ Social Enterprise จากฮอลแลนด์เจ้านี้เป็นอย่างสูง ดีมากๆ ครับ ++
แอบบอก-ออกแบบ รายการที่เราจะอัพเดทเรื่องราวของงานออกแบบ ทุกรูปแบบ แบบไม่มีรูปแบบ โดยจะมาแบบสั้นๆ แต่จัดเต็ม เล่าให้ฟังแบบหนุกๆ ...
Facebook : gapthanavate
Instagram : gapthanavate
Subscribe : http://bit.ly/Youtube_Gapthanavate
ติดต่องาน : gaptect@gmail.com
#gapthanavate #fairphone #แอบบอกออกแบบ #designupdate #แก๊ปธนเวทย์ #smartphone #socialenterprise #sustainability

ฝ่ายรัฐบาล 在 KOMNA CHANNEL Youtube 的最佳解答
โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ ฝีมือของผมเอง ได้แล้ว คลิกลิงค์นี้เลย ► https://store.line.me/stickershop/product/1301974
Facebook ► https://goo.gl/5H8G7J
Subscribe ► https://goo.gl/BQ25i4
รับชมเรื่องเล่าขำขันจากประสบการณ์ของผม ► https://goo.gl/65aW7T
รับชมสาระและข้อคิดดีๆจากผม ► https://goo.gl/3rJWYy
e-mail : songprod_engineering@hotmail.com
สรุป เหล่าบุคคลผู้เป็นตำนานและผู้เกี่ยวข้อง
ฝ่ายโจรสลัด
-โรเจอร์ ราชาโรจสลัด
-ช่องต่อเรือทอม
-แชงคูส
-บาร์กี้
-เรลี่ ราชานรก
-ครอคคัส
-โคซึกิโอเด้ง
-อินุอาราชิ, เนโกะมามูชิ
-โปโตกัส ดี เอส
-โปโตกัส ดี รูจ
-จอมเทพกัลโฟล (เคยพบเจอกับโรเจอร์)
-ราชสีห์ทองคำชิกิ
-ดอนชินเจา
-เบิร์นดี้เวิร์ล
-หนวดขาว
ฝ่ายรัฐบาล
-มั้งกี้ ดี การ์ป
-เซ็นโงคุ
-โอซึรุ
-เซเฟอร์แขนดำ/เซ็ตโต้
-ผู้บัญชาการสูงสุดคอง
ตำนานเก่าแก่หลายร้อยปี
-โนแลนด์จอมโกหก
-นักรบกาลูการา
-มนุยษ์ปีศาจออส
