จอร์จ ลูคัส ผู้กำกับภาพยนตร์ ที่รวยสุดในโลก ผู้สร้าง Star Wars /โดย ลงทุนแมน
ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ที่ทำรายได้ทั่วโลกได้สูงสุดตลอดกาล
ก็ต้องมีชื่อ Avatar, Avengers: Endgame และ Titanic
แต่ถ้าเรารวมค่าเข้าชมภาพยนตร์กับยอดขายจากสินค้าและค่าลิขสิทธิ์ที่ต่อยอดจากภาพยนตร์เข้าไปด้วย
ภาพยนตร์ที่สามารถกวาดรายได้ไปได้มากที่สุดในโลกจะเป็น “Star Wars”
และนั่นก็ได้ทำให้ผู้สร้างจักรวาล Star Wars อย่าง “George Lucas”
กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่รวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินมูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท
แล้วเบื้องหลังเรื่องราวชีวิตของ George Lucas เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
George Lucas เกิดในปี 1944 และเติบโตที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่ออายุได้ 11 ปี Lucas ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวที่ Disneyland ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหลงใหลในการ์ตูนภาพเคลื่อนไหวและนวนิยายแนววิทยาศาสตร์
แต่พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เขามีความสนใจอีกอย่างเพิ่มเข้ามานั่นก็คือ การแข่งรถ
Lucas จึงตั้งเป้าหมายที่จะเป็นนักแข่งรถ แต่ต่อมาแผนการนี้ก็ถูกล้มเลิก
เพราะในวัยเพียง 18 ปี Lucas ได้ประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำอย่างรุนแรงจนเขาต้องรักษาตัวอยู่นาน
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ก็ได้ทำให้ความตั้งใจที่จะเป็นนักแข่งรถหมดลง
เขาจึงนำความหลงใหลในวัยเด็กหรือ “การ์ตูน” กลับมาเป็นเครื่องนำทาง
แม้ว่าพ่อของ Lucas ที่เปิดกิจการขายเครื่องเขียน อยากให้ลูกชายมาช่วยกิจการครอบครัว
แต่ Lucas ที่ตั้งใจแล้วว่าจะไปเรียนต่อในด้านศิลป์ จึงได้ตัดสินใจออกจากบ้าน
พร้อมกับบอกครอบครัวของเขาว่าจะมีเงิน 30 ล้านบาท ก่อนอายุ 30 ปีให้ได้
Lucas จึงเลิกเรียนมัธยมกลางคันทั้งที่ใกล้จะจบแล้ว
และไปสมัครเรียนที่ Modesto Junior College ซึ่งเป็นวิทยาลัยชุมชนแทน
ซึ่งในตอนแรก Lucas ได้ลงเรียนหลายแขนงวิชามาก เพราะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากทำอะไรกันแน่
ระหว่างเรียนอยู่ที่นี่ Lucas ก็เริ่มสนใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวและการสร้างภาพยนตร์
เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาตรีด้าน Cinematic Arts ที่มหาวิทยาลัย Southern California
ซึ่งหนึ่งในเพื่อนสนิทของ Lucas ที่มหาวิทยาลัยก็คือ Steven Spielberg ผู้กำกับระดับตำนานอีกคนหนึ่ง
หลังเรียนจบในปี 1967 Lucas เลือกเรียนต่อปริญญาโทด้าน Film Production ที่มหาวิทยาลัยเดิม
และได้ทำหนังสั้นประเภท Sci-Fi ที่ชื่อ Electronic Labyrinth: THX 1138 4EB โดยได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแข่งขันในงาน National Student Film Festival และได้รับรางวัลชนะเลิศ
รางวัลที่ Lucas ได้รับ นอกจากทาง Warner Bros. จะให้ทุนการศึกษาแล้ว
บริษัทยังให้สิทธิ์กับเขาไปดูงานเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ได้หนึ่งครั้ง
ซึ่ง Lucas ได้เลือกภาพยนตร์ที่กำกับโดย Francis Ford Coppola
Coppola ประทับใจความสามารถของ Lucas จึงชักชวนเขามาร่วมกันเปิดสตูดิโอ
ที่ชื่อว่า American Zoetrope ในปี 1969 และแนะนำให้ Lucas ดัดแปลงภาพยนตร์สั้นที่ได้รับรางวัล
มาทำเป็นภาพยนตร์ยาว แต่ผลตอบรับของผลงานชิ้นนี้กลับไม่ดีเท่าที่ควร
ปี 1971 Lucas จึงตัดสินใจขอออกมาเปิดบริษัทของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า “Lucasfilm”
ซึ่งหลังจากนั้น ปี 1972 Coppola ได้กลายเป็นผู้กำกับระดับตำนานจากภาพยนตร์เรื่อง The Godfather
และแม้ว่า Lucas จะออกมาแล้ว แต่ทาง Coppola ก็ยังคงคอยให้ความช่วยเหลือเขามาโดยตลอด
ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Lucasfilm อย่าง American Graffiti ที่เข้าฉายในปี 1973
ซึ่งสามารถทำรายได้กว่า 4,500 ล้านบาทจากทุนสร้างเพียง 25 ล้านบาท
โดยถือเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ ที่มีอัตรากำไรมากที่สุดในขณะนั้น
American Graffiti ได้กลายเป็นผลงานแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับดาวรุ่งของ Lucas
และทำให้เขามีเงินถึง 30 ล้านบาทได้ในวัย 29 ปี ตามที่เคยบอกกับครอบครัวก่อนออกจากบ้านมา
ในปีเดียวกันนี้เอง ช่วงระหว่างรอ American Graffiti เริ่มเข้าฉาย
Lucas ก็เดินหน้าเสนอบทภาพยนตร์แนวที่เขาอยากทำมากที่สุดมาโดยตลอด
โดยเป็นภาพยนตร์ Sci-Fi ที่มีเรื่องราวการต่อสู้ในอวกาศ นั่นก็คือเรื่อง “Star Wars”
แต่ด้วยความที่ภาพยนตร์ Sci-Fi ในสมัยนั้นยังไม่ค่อยเป็นที่นิยม บวกกับต้นทุนการถ่ายทำที่สูง
เพราะยังแทบไม่มีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกหรือ CG จึงมีตัวอย่างภาพยนตร์แนวนี้ที่เจ๊งแทนที่จะแจ้งเกิดมาแล้วหลายเรื่อง จนไม่มีบริษัทไหนสนใจให้ทุนเขาเลย แม้แต่ Universal Pictures ที่เป็นผู้ให้ทุนสร้าง American Graffiti
จนกระทั่ง Lucas ได้มาเจอกับผู้บริหารของ 20th Century Fox ที่รู้สึกสนใจในไอเดียของเขา
จึงตอบตกลงเป็นผู้ให้ทุนสร้างและเป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ Star Wars ให้ Lucasfilm
หลังจาก Lucas เริ่มเจรจากับ 20th Century Fox ไปได้ 3 เดือน ภาพยนตร์เรื่อง American Graffiti ที่เพิ่งเริ่มเข้าฉายได้รับกระแสตอบรับดี จึงทำให้ 20th Century Fox เสนอเพิ่มทุนสร้างให้กับ Star Wars เข้าไปอีก
และเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อจากนี้ ก็น่าจะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของ Lucas เลยก็ว่าได้..
นั่นก็เพราะว่า Lucas เลือกปฏิเสธเงินทุนที่มากขึ้น แต่เขากลับเจรจาขอเป็นผู้ครอบครองลิขสิทธิ์และสิทธิ์ในสินค้าที่เกี่ยวกับ Star Wars ทั้งหมดแทน
ซึ่งทาง 20th Century Fox ก็ตอบตกลงแต่โดยดี เพราะแม้จะสนใจในเรื่องราวของ Star Wars
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากนั้น Star Wars จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา
หลังจากซุ่มเขียนบทและเตรียมตัวอยู่ 3 ปี Star Wars ก็ได้เริ่มถ่ายทำในปี 1976
และผลจากการที่ Lucas ปฏิเสธข้อเสนอเพิ่มทุนสร้าง ทำให้เขาต้องเครียดจากการมีงบประมาณที่จำกัด
ด้วยเหตุผลที่ Star Wars คือเรื่องราวในโลกเสมือน ตัวละครที่ Lucas สร้างสรรค์มาจึงเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตรูปร่างหน้าตาแปลกใหม่ อย่างเช่น โยดาและชิวแบคคา รวมไปถึงฉากหลักที่เป็นโลกอวกาศ อุปกรณ์ประกอบฉากอย่างยานอวกาศหรือแม้แต่ดาบไลท์เซเบอร์
การแปลงภาพจากจินตนาการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ให้มาปรากฏในภาพยนตร์ ยังเป็นยุคที่ต้องให้คนสร้างของจริงขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งจำเป็นต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ
แต่ด้วยความประณีตและใส่ใจรายละเอียดของทั้ง Lucas และทีมงาน จึงทำให้ภาพยนตร์มีภาพออกมาสมจริงรวมถึงเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่
และเมื่อ Star Wars: Episode IV - A New Hope ได้เข้าฉายในปลายปี 1977 ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับผลตอบรับดีแบบถล่มทลาย จนดังระเบิดไปทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องไปจนทั่วโลก
ทาง 20th Century Fox เลยให้ Lucas เริ่มถ่ายทำภาคต่อในทันที
แต่ Lucas ตระหนักดีว่าทุนสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับ จะทำให้มีข้อจำกัดในการผลิตมากมายจากผู้ให้เงิน
เขาจึงขอใช้เงินทุนตัวเองในการสร้างภาคต่อที่เหลือ
โดยยังมี 20th Century Fox เป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ให้อยู่
ภาพยนตร์ไตรภาคชุดแรกของ Star Wars ก็จบลงอย่างสวยงามในปี 1983 และได้ทำให้ Lucas กลายเป็นผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชั้นนำของโลก ที่กวาดรางวัลใหญ่ไปมากมาย
นอกจากบทบาทการเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่ครองใจผู้ชมไปทั่วโลกแล้ว
ในด้านของการผลิตภาพยนตร์ Lucas ยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ซึ่งเขามุ่งมั่นและทุ่มงบประมาณให้ Lucasfilm วิจัยพัฒนา โดยได้แบ่งออกเป็นบริษัทย่อยที่เน้นโฟกัสคนละอย่าง
จนสามารถเป็นผู้นำในด้านนั้น ๆ ได้มาจนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น
- ILM ที่ก่อตั้งในปี 1975 เน้นพัฒนาการสร้างภาพเคลื่อนไหวเสมือนจริงด้วยคอมพิวเตอร์
- Skywalker Sound ที่ก่อตั้งในปีเดียวกัน เน้นพัฒนาการใส่เสียงประกอบภาพยนตร์
- Pixar ที่ก่อตั้งในปี 1979 เน้นพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสร้างแอนิเมชัน 3 มิติ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูงโดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น
ส่งผลให้ Lucasfilm ประสบปัญหาทางการเงินจนได้ตัดสินใจขาย Pixar
ให้กับ Steve Jobs ในปี 1986 ซึ่งเป็นช่วงที่ Steve Jobs เพิ่งโดนไล่ออกจาก Apple
ในตอนนั้น George Lucas ผู้เป็นเจ้าของ ได้ขาย Pixar ให้กับ Steve Jobs ด้วยราคา 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จ่ายให้กับ George Lucas
และอีก 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใช้เป็นเงินทุนของ Pixar
ก่อนที่ Disney จะขอซื้อ Pixar ต่อจาก Steve Jobs อีกทีในปี 2006
และทั้ง 2 บริษัทที่มีผู้ก่อตั้งคนเดียวกันอย่าง Pixar กับ Lucasfilm ก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
เมื่อทาง Disney เจรจาขอซื้อ Lucasfilm จาก Lucas ในปี 2012
ด้วยมูลค่า 4.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากถึง 1.31 แสนล้านบาท
แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับ Lucasfilm และความมั่งคั่งของ Lucas อย่างมหาศาล
กลับไม่ได้มาจากรายได้ของภาพยนตร์ Star Wars ที่ทำเงินได้กว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุกภาครวมกันในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก
นั่นก็เพราะว่าความนิยมของจักรวาล Star Wars ไม่ได้จบลงที่จอภาพยนตร์เท่านั้น
แต่ยังถูกต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าจากภาพยนตร์ อย่างเช่น หุ่นจำลองของตัวละครหรือดาบไลท์เซเบอร์ หรือจะเป็นในสื่อชนิดอื่น อย่างซีรีส์ที่ฉายในโทรทัศน์ วิดีโอเกม หรือหนังสือ
โดยสินค้าทั้งหมดนี้ทำรายได้ให้ Star Wars มากกว่าค่าเข้าชมภาพยนตร์เกือบ 6 เท่า
ซึ่งเราก็ต้องกลับไปดูการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Lucas ที่ได้เลือกเจรจาขอเป็นผู้ครอบครองลิขสิทธิ์และสิทธิ์ในสินค้าที่เกี่ยวกับ Star Wars ทั้งหมด มันส่งผลให้ Lucas มีช่องทางรายได้ที่มั่นคงกว่ามากในเวลาต่อมา
ปัจจุบัน Forbes ได้จัดอันดับให้ Lucas เป็นเซเลบริตีที่รวยสุดในโลกในปี 2018 และครองตำแหน่งผู้กำกับที่รวยสุดในโลกได้อย่างยาวนาน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินในปัจจุบันกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.2 แสนล้านบาท
นึกย้อนกลับไปถึง Lucas ในวัย 11 ปี
ที่เริ่มหลงใหลในตัวละครโลกเสมือนจากการไป Disneyland เป็นครั้งแรก
มาถึงวันนี้ Disneyland แห่งเดิม ได้มีโซนใหม่ที่ชื่อว่า “Star Wars: Galaxy's Edge”
ซึ่งมันก็เป็นผลงานของ Lucas ที่เกิดขึ้นได้เพราะการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเขาเอง ที่สถานที่แห่งนี้ในวันนั้น
และเมื่อ 3 สิ่งนี้มาบรรจบกัน ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกจริง ดูน่าตื่นเต้นไม่แพ้โลกในภาพยนตร์เช่นกัน..
Lucas | Star Wars | Disney
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.businessinsider.com/how-star-wars-made-george-lucas-a-billionaire-2015-12
-https://www.businessinsider.com/star-wars-george-lucas-net-worth-movies-house-spending-2019-7
-https://www.theatlantic.com/magazine/archive/1979/03/the-man-who-made-star-wars/306228
-https://www.radiotimes.com/movies/how-to-watch-the-star-wars-movies-in-the-right-order/
-https://clubjade.net/nine-ways-george-lucas-changed-movies-forever/
-https://en.wikipedia.org/wiki/George_Lucas
-https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_highest-grossing_media_franchises
-https://www.forbes.com/profile/george-lucas/?sh=35340de56e63
同時也有6部Youtube影片,追蹤數超過36萬的網紅みーちゃんママ,也在其Youtube影片中提到,このチャンネルはアンパンマンやドラえもん、妖怪ウォッチのジバニャンのような沢山の人に愛されているキャラクターを中心に取り上げて、お母さんが、お子さんに安心して楽しんでもらえるようなチャンネル運営をしていきます。 ★アンパンマンYouTube動画はこちらだよ! ◇ドラえもん RE MENT毎日が大冒...
「graffiti movies」的推薦目錄:
- 關於graffiti movies 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳貼文
- 關於graffiti movies 在 字裏情懷﹣西洋書法 Calligraphy Facebook 的最讚貼文
- 關於graffiti movies 在 YOSHITOMO NARA Facebook 的最佳貼文
- 關於graffiti movies 在 みーちゃんママ Youtube 的最佳貼文
- 關於graffiti movies 在 みーちゃんママ Youtube 的最佳貼文
- 關於graffiti movies 在 みーちゃんママ Youtube 的最佳解答
- 關於graffiti movies 在 Graffiti movies - Facebook 的評價
- 關於graffiti movies 在 The New Testament Of Steel (2021 Graffiti Movie) - YouTube 的評價
- 關於graffiti movies 在 Infamy The Movie - Graffiti Documentary - YouTube 的評價
- 關於graffiti movies 在 Cool Movie and Geek Culture Street Art Created by JPS 的評價
graffiti movies 在 字裏情懷﹣西洋書法 Calligraphy Facebook 的最讚貼文
Calligraphy in Movies: Title Design by Italian Calligrapher & Graffiti Artist Luca Barcellona in "I Am Love / Io Sono L'Amore"
graffiti movies 在 YOSHITOMO NARA Facebook 的最佳貼文
Nobody’s Fool ( January 2011 )
Yoshitomo Nara
Do people look to my childhood for sources of my imagery? Back then, the snow-covered fields of the north were about as far away as you could get from the rapid economic growth happening elsewhere. Both my parents worked and my brothers were much older, so the only one home to greet me when I got back from elementary school was a stray cat we’d taken in. Even so, this was the center of my world. In my lonely room, I would twist the radio dial to the American military base station and out blasted rock and roll music. One of history’s first man-made satellites revolved around me up in the night sky. There I was, in touch with the stars and radio waves.
It doesn’t take much imagination to envision how a lonely childhood in such surroundings might give rise to the sensibility in my work. In fact, I also used to believe in this connection. I would close my eyes and conjure childhood scenes, letting my imagination amplify them like the music coming from my speakers.
But now, past the age of fifty and more cool-headed, I’ve begun to wonder how big a role childhood plays in making us who we are as adults. Looking through reproductions of the countless works I’ve made between my late twenties and now, I get the feeling that childhood experiences were merely a catalyst. My art derives less from the self-centered instincts of childhood than from the day-to-day sensory experiences of an adult who has left this realm behind. And, ultimately, taking the big steps pales in importance to the daily need to keep on walking.
While I was in high school, before I had anything to do with art, I worked part-time in a rock café. There I became friends with a graduate student of mathematics who one day started telling me, in layman’s terms, about his major in topology. His explanation made the subject seem less like a branch of mathematics than some fascinating organic philosophy. My understanding is that topology offers you a way to discover the underlying sameness of countless, seemingly disparate, forms. Conversely, it explains why many people, when confronted with apparently identical things, will accept a fake as the genuine article. I later went on to study art, live in Germany, and travel around the world, and the broader perspective I’ve gained has shown me that topology has long been a subtext of my thinking. The more we add complexity, the more we obscure what is truly valuable. Perhaps the reason I began, in the mid-90s, trying to make paintings as simple as possible stems from that introduction to topology gained in my youth.
As a kid listening to U.S. armed-forces radio, I had no idea what the lyrics meant, but I loved the melody and rhythm of the music. In junior high school, my friends and I were already discussing rock and roll like credible music critics, and by the time I started high school, I was hanging out in rock coffee shops and going to live shows. We may have been a small group of social outcasts, but the older kids, who smoked cigarettes and drank, talked to us all night long about movies they’d seen or books they’d read. If the nighttime student quarter had been the school, I’m sure I would have been a straight-A student.
In the 80s, I left my hometown to attend art school, where I was anything but an honors student. There, a model student was one who brought a researcher’s focus to the work at hand. Your bookshelves were stacked with catalogues and reference materials. When you weren’t working away in your studio, you were meeting with like-minded classmates to discuss art past and present, including your own. You were hoping to set new trends in motion. Wholly lacking any grand ambition, I fell well short of this model, with most of my paintings done to satisfy class assignments. I was, however, filling every one of my notebooks, sketchbooks, and scraps of wrapping paper with crazy, graffiti-like drawings.
Looking back on my younger days—Where did where all that sparkling energy go? I used the money from part-time jobs to buy record albums instead of art supplies and catalogues. I went to movies and concerts, hung out with my girlfriend, did funky drawings on paper, and made midnight raids on friends whose boarding-room lights still happened to be on. I spent the passions of my student days outside the school studio. This is not to say I wasn’t envious of the kids who earned the teachers’ praise or who debuted their talents in early exhibitions. Maybe envy is the wrong word. I guess I had the feeling that we were living in separate worlds. Like puffs of cigarette smoke or the rock songs from my speaker, my adolescent energies all vanished in the sky.
Being outside the city and surrounded by rice fields, my art school had no art scene to speak of—I imagined the art world existing in some unknown dimension, like that of TV or the movies. At the time, art could only be discussed in a Western context, and, therefore, seemed unreal. But just as every country kid dreams of life in the big city, this shaky art-school student had visions of the dazzling, far-off realm of contemporary art. Along with this yearning was an equally strong belief that I didn’t deserve admittance to such a world. A typical provincial underachiever!
I did, however, love to draw every day and the scrawled sketches, never shown to anybody, started piling up. Like journal entries reflecting the events of each day, they sometimes intersected memories from the past. My little everyday world became a trigger for the imagination, and I learned to develop and capture the imagery that arose. I was, however, still a long way off from being able to translate those countless images from paper to canvas.
Visions come to us through daydreams and fantasies. Our emotional reaction towards these images makes them real. Listening to my record collection gave me a similar experience. Before the Internet, the precious little information that did exist was to be found in the two or three music magazines available. Most of my records were imported—no liner notes or lyric sheets in Japanese. No matter how much I liked the music, living in a non-English speaking world sadly meant limited access to the meaning of the lyrics. The music came from a land of societal, religious, and subcultural sensibilities apart from my own, where people moved their bodies to it in a different rhythm. But that didn’t stop me from loving it. I never got tired of poring over every inch of the record jackets on my 12-inch vinyl LPs. I took the sounds and verses into my body. Amidst today’s superabundance of information, choosing music is about how best to single out the right album. For me, it was about making the most use of scant information to sharpen my sensibilities, imagination, and conviction. It might be one verse, melody, guitar riff, rhythmic drum beat or bass line, or record jacket that would inspire me and conjure up fresh imagery. Then, with pencil in hand, I would draw these images on paper, one after the other. Beyond good or bad, the pictures had a will of their own, inhabiting the torn pages with freedom and friendliness.
By the time I graduated from university, my painting began to approach the independence of my drawing. As a means for me to represent a world that was mine and mine alone, the paintings may not have been as nimble as the drawings, but I did them without any preliminary sketching. Prizing feelings that arose as I worked, I just kept painting and over-painting until I gained a certain freedom and the sense, though vague at the time, that I had established a singular way of putting images onto canvas. Yet, I hadn’t reached the point where I could declare that I would paint for the rest of my life.
After receiving my undergraduate degree, I entered the graduate school of my university and got a part-time job teaching at an art yobiko—a prep school for students seeking entrance to an art college. As an instructor, training students how to look at and compose things artistically, meant that I also had to learn how to verbalize my thoughts and feelings. This significant growth experience not only allowed me to take stock of my life at the time, but also provided a refreshing opportunity to connect with teenage hearts and minds.
And idealism! Talking to groups of art students, I naturally found myself describing the ideals of an artist. A painful experience for me—I still had no sense of myself as an artist. The more the students showed their affection for me, the more I felt like a failed artist masquerading as a sensei (teacher). After completing my graduate studies, I kept working as a yobiko instructor. And in telling students about the path to becoming an artist, I began to realize that I was still a student myself, with many things yet to learn. I felt that I needed to become a true art student. I decided to study in Germany. The day I left the city where I had long lived, many of my students appeared on the platform to see me off.
Life as a student in Germany was a happy time. I originally intended to go to London, but for economic reasons chose a tuition-free, and, fortunately, academism-free German school. Personal approaches coexisted with conceptual ones, and students tried out a wide range of modes of expression. Technically speaking, we were all students, but each of us brought a creator’s spirit to the fore. The strong wills and opinions of the local students, though, were well in place before they became artists thanks to the German system of early education. As a reticent foreign student from a far-off land, I must have seemed like a mute child. I decided that I would try to make myself understood not through words, but through having people look at my pictures. When winter came and leaden clouds filled the skies, I found myself slipping back to the winters of my childhood. Forgoing attempts to speak in an unknown language, I redoubled my efforts to express myself through visions of my private world. Thinking rather than talking, then illustrating this thought process in drawings and, finally, realizing it in a painting. Instead of defeating you in an argument, I wanted to invite you inside me. Here I was, in a most unexpected place, rediscovering a value that I thought I had lost—I felt that I had finally gained the ability to learn and think, that I had become a student in the truest sense of the word.
But I still wasn’t your typical honors student. My paintings clearly didn’t look like contemporary art, and nobody would say my images fit in the context of European painting. They did, however, catch the gaze of dealers who, with their antennae out for young artists, saw my paintings as new objects that belonged less to the singular world of art and more to the realm of everyday life. Several were impressed by the freshness of my art, and before I knew it, I was invited to hold exhibitions in established galleries—a big step into a wider world.
The six years that I spent in Germany after completing my studies and before returning to Japan were golden days, both for me and my work. Every day and every night, I worked tirelessly to fix onto canvas all the visions that welled up in my head. My living space/studio was in a dreary, concrete former factory building on the outskirts of Cologne. It was the center of my world. Late at night, my surroundings were enveloped in darkness, but my studio was brightly lit. The songs of folk poets flowed out of my speakers. In that place, standing in front of the canvas sometimes felt like traveling on a solitary voyage in outer space—a lonely little spacecraft floating in the darkness of the void. My spaceship could go anywhere in this fantasy while I was painting, even to the edge of the universe.
Suddenly one day, I was flung outside—my spaceship was to be scrapped. My little vehicle turned back into an old concrete building, one that was slated for destruction because it was falling apart. Having lost the spaceship that had accompanied me on my lonely travels, and lacking the energy to look for a new studio, I immediately decided that I might as well go back to my homeland. It was painful and sad to leave the country where I had lived for twelve years and the handful of people I could call friends. But I had lost my ship. The only place I thought to land was my mother country, where long ago those teenagers had waved me goodbye and, in retrospect, whose letters to me while I was in Germany were a valuable source of fuel.
After my long space flight, I returned to Japan with the strange sense of having made a full orbit around the planet. The new studio was a little warehouse on the outskirts of Tokyo, in an area dotted with rice fields and small factories. When the wind blew, swirls of dust slipped in through the cracks, and water leaked down the walls in heavy rains. In my dilapidated warehouse, only one sheet of corrugated metal separated me from the summer heat and winter cold. Despite the funky environment, I was somehow able to keep in midnight contact with the cosmos—the beings I had drawn and painted in Germany began to mature. The emotional quality of the earlier work gave way to a new sense of composure. I worked at refining the former impulsiveness of the drawings and the monochromatic, almost reverent, backgrounds of the paintings. In my pursuit of fresh imagery, I switched from idle experimentation to a more workmanlike approach towards capturing what I saw beyond the canvas.
Children and animals—what simple motifs! Appearing on neat canvases or in ephemeral drawings, these figures are easy on the viewers’ eyes. Occasionally, they shake off my intentions and leap to the feet of their audience, never to return. Because my motifs are accessible, they are often only understood on a superficial level. Sometimes art that results from a long process of development receives only shallow general acceptance, and those who should be interpreting it fail to do so, either through a lack of knowledge or insufficient powers of expression. Take, for example, the music of a specific era. People who lived during this era will naturally appreciate the music that was then popular. Few of these listeners, however, will know, let alone value, the music produced by minor labels, by introspective musicians working under the radar, because it’s music that’s made in answer to an individual’s desire, not the desires of the times. In this way, people who say that “Nara loves rock,” or “Nara loves punk” should see my album collection. Of four thousand records there are probably fewer than fifty punk albums. I do have a lot of 60s and 70s rock and roll, but most of my music is from little labels that never saw commercial success—traditional roots music by black musicians and white musicians, and contemplative folk. The spirit of any era gives birth to trends and fashions as well as their opposite: countless introspective individual worlds. A simultaneous embrace of both has cultivated my sensibility and way of thinking. My artwork is merely the tip of the iceberg that is my self. But if you analyzed the DNA from this tip, you would probably discover a new way of looking at my art. My viewers become a true audience when they take what I’ve made and make it their own. That’s the moment the works gain their freedom, even from their maker.
After contemplative folk singers taught me about deep empathy, the punk rockers schooled me in explosive expression.
I was born on this star, and I’m still breathing. Since childhood, I’ve been a jumble of things learned and experienced and memories that can’t be forgotten. Their involuntary locomotion is my inspiration. I don’t express in words the contents of my work. I’ll only tell you my history. The countless stories living inside my work would become mere fabrications the moment I put them into words. Instead, I use my pencil to turn them into pictures. Standing before the dark abyss, here’s hoping my spaceship launches safely tonight….
graffiti movies 在 みーちゃんママ Youtube 的最佳貼文
このチャンネルはアンパンマンやドラえもん、妖怪ウォッチのジバニャンのような沢山の人に愛されているキャラクターを中心に取り上げて、お母さんが、お子さんに安心して楽しんでもらえるようなチャンネル運営をしていきます。
★アンパンマンYouTube動画はこちらだよ!
◇ドラえもん RE MENT毎日が大冒険!のび太の部屋が釣り堀に ❤️ アンパンマン アニメ 6話 Anpanman Doraemon Miniature Toys
https://youtu.be/4RZjS4PezYw
◇さかみちてくてくアンパンマンで〇×クイズ!まちがえると罰ゲーム! ❤️ アンパンマン アニメ ガシャポン ガチャ Anpanman Quiz
https://youtu.be/3L9q8ypvxng
◇アンパンマンとなかまたちは大きなシャボン玉の中に入れるかな? ❤️ アンパンマン アニメ おもちゃ Anpanman animation Bubble
https://youtu.be/7QubROW-fzw
◇アンパンマン チョコパイでアンパンマンのかおケーキを作ってみた! ❤️ アンパンマン お菓子 アニメ Toy Kids トイキッズ animation anpanman
https://youtu.be/pXY5v5prrg0
◇じゃんけん対決!負けたら落書き!アンパンマン、バイキンマンにまけないで~! ❤️ アンパンマン おもちゃ アニメ テレビ Anpanman Graffiti Juguetes
https://youtu.be/ocNs3OD9lDM
▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―
今日はこちら⇒本当のアンパンで手作りアンパンマンをつくってみた! ❤️ アンパンマン パン工場 Anpanman Bread 《みーちゃんママ》
おもしろかったら、グッド評価をよろしくね!イイネ!ポチッ(・ω・)b
チャンネルとうろくはここからできるよ
⇒https://www.youtube.com/channel/UCBLgTTbcJRtkNEMqVe0c8Qg?sub_confirmation=1
―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼
みーちゃんママ❤️最新おすすめ動画❤️Mii-Chan MAMA Latest Movies Playlist
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb11BAI3txEDQHDp3Af8QeTK6
●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―
❤️たのしくておもしろい みーちゃんママ アンパンマン 妖怪ウォッチ アニメ おもちゃの人気動画リスト❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb11wiaZlKz0lLb2Fcl0AoMy4
❤️❤️おもちゃ アニメ ベストヒット動画リストアンパンマン 妖怪ウォッチ みーちゃんママ❤️❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb10PpZwWSLr8rp2tyijujxuz
❤️❤️❤️おもちゃ アニメ つめあわせ動画リスト みーちゃんママ アンパンマン 妖怪ウォッチ❤️❤️❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb12XIhSV-awhyZOR1gXDygxD
―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●
graffiti movies 在 みーちゃんママ Youtube 的最佳貼文
このチャンネルはアンパンマンやドラえもん、妖怪ウォッチのジバニャンのような沢山の人に愛されているキャラクターを中心に取り上げて、お母さんが、お子さんに安心して楽しんでもらえるようなチャンネル運営をしていきます。
★アンパンマンYouTube動画はこちらだよ!
◇さかみちてくてくアンパンマンで〇×クイズ!まちがえると罰ゲーム! ❤️ アンパンマン アニメ ガシャポン ガチャ Anpanman Quiz
https://youtu.be/3L9q8ypvxng
◇アンパンマンとなかまたちは大きなシャボン玉の中に入れるかな? ❤️ アンパンマン アニメ おもちゃ Anpanman animation Bubble
https://youtu.be/7QubROW-fzw
◇アンパンマン チョコパイでアンパンマンのかおケーキを作ってみた! ❤️ アンパンマン お菓子 アニメ Toy Kids トイキッズ animation anpanman
https://youtu.be/pXY5v5prrg0
◇じゃんけん対決!負けたら落書き!アンパンマン、バイキンマンにまけないで~! ❤️ アンパンマン おもちゃ アニメ テレビ Anpanman Graffiti Juguetes
https://youtu.be/ocNs3OD9lDM
◇ドラえもん RE MENT毎日が大冒険!ドラえも~ん! ❤️ アンパンマン アニメ 5話 Anpanman Doraemon Miniature Toys
https://youtu.be/6kr1VLuEKuI
▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―
今日はこちら⇒ドラえもん RE MENT毎日が大冒険!のび太の部屋が釣り堀に ❤️ アンパンマン アニメ 6話 Anpanman Doraemon Miniature Toys 《みーちゃんママ》
おもしろかったら、グッド評価をよろしくね!イイネ!ポチッ(・ω・)b
チャンネルとうろくはここからできるよ
⇒https://www.youtube.com/channel/UCBLgTTbcJRtkNEMqVe0c8Qg?sub_confirmation=1
―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼
みーちゃんママ❤️最新おすすめ動画❤️Mii-Chan MAMA Latest Movies Playlist
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb11BAI3txEDQHDp3Af8QeTK6
●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―
❤️たのしくておもしろい みーちゃんママ アンパンマン 妖怪ウォッチ アニメ おもちゃの人気動画リスト❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb11wiaZlKz0lLb2Fcl0AoMy4
❤️❤️おもちゃ アニメ ベストヒット動画リストアンパンマン 妖怪ウォッチ みーちゃんママ❤️❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb10PpZwWSLr8rp2tyijujxuz
❤️❤️❤️おもちゃ アニメ つめあわせ動画リスト みーちゃんママ アンパンマン 妖怪ウォッチ❤️❤️❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb12XIhSV-awhyZOR1gXDygxD
―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●
graffiti movies 在 みーちゃんママ Youtube 的最佳解答
このチャンネルはアンパンマンやドラえもん、妖怪ウォッチのジバニャンのような沢山の人に愛されているキャラクターを中心に取り上げて、お母さんが、お子さんに安心して楽しんでもらえるようなチャンネル運営をしていきます。
★アンパンマンYouTube動画はこちらだよ!
◇アンパンマンとなかまたちは大きなシャボン玉の中に入れるかな? ❤️ アンパンマン アニメ おもちゃ Anpanman animation Bubble
https://youtu.be/7QubROW-fzw
◇アンパンマン チョコパイでアンパンマンのかおケーキを作ってみた! ❤️ アンパンマン お菓子 アニメ Toy Kids トイキッズ animation anpanman
https://youtu.be/pXY5v5prrg0
◇じゃんけん対決!負けたら落書き!アンパンマン、バイキンマンにまけないで~! ❤️ アンパンマン おもちゃ アニメ テレビ Anpanman Graffiti Juguetes
https://youtu.be/ocNs3OD9lDM
◇ドラえもん RE MENT毎日が大冒険!ドラえも~ん! ❤️ アンパンマン アニメ 5話 Anpanman Doraemon Miniature Toys
https://youtu.be/6kr1VLuEKuI
◇アンパンマン ガチャガチャで遊んでみよう。何がでるかな? ❤️ アンパンマン アニメ おもちゃ ガチャガチャ 自動販売機 Anpanman Gacha Juguetes
https://youtu.be/YLK2H9ZQIZY
▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―
今日はこちら⇒さかみちてくてくアンパンマンで〇×クイズ!まちがえると罰ゲーム! ❤️ アンパンマン アニメ ガシャポン ガチャ Anpanman Quiz 《みーちゃんママ》
おもしろかったら、グッド評価をよろしくね!イイネ!ポチッ(・ω・)b
チャンネルとうろくはここからできるよ
⇒https://www.youtube.com/channel/UCBLgTTbcJRtkNEMqVe0c8Qg?sub_confirmation=1
―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼―△―▼
みーちゃんママ❤️最新おすすめ動画❤️Mii-Chan MAMA Latest Movies Playlist
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb11BAI3txEDQHDp3Af8QeTK6
●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―
❤️たのしくておもしろい みーちゃんママ アンパンマン 妖怪ウォッチ アニメ おもちゃの人気動画リスト❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb11wiaZlKz0lLb2Fcl0AoMy4
❤️❤️おもちゃ アニメ ベストヒット動画リストアンパンマン 妖怪ウォッチ みーちゃんママ❤️❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb10PpZwWSLr8rp2tyijujxuz
❤️❤️❤️おもちゃ アニメ つめあわせ動画リスト みーちゃんママ アンパンマン 妖怪ウォッチ❤️❤️❤️
https://www.youtube.com/playlist?list=PLELidKcaKb12XIhSV-awhyZOR1gXDygxD
―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●―〇―●
graffiti movies 在 The New Testament Of Steel (2021 Graffiti Movie) - YouTube 的推薦與評價
Subscribe to our channel http://bit.ly/1afX9bJ and turn on notifications (( )) Video postcard sent in by Tumor, watch him spray on ... ... <看更多>
graffiti movies 在 Infamy The Movie - Graffiti Documentary - YouTube 的推薦與評價
Infamy The Movie - Graffiti DocumentaryBuy your copy here: http://www.infamythemovie.com/INFAMY is an intense journey into the dangerous ... ... <看更多>
graffiti movies 在 Graffiti movies - Facebook 的推薦與評價
Graffiti movies. 10421 likes. Graffiti movies for free online (http://graffitimovies.weebly.com) ... <看更多>